construction

Low VOC กับ Low Emission ต่างกันอย่างไร? เลือกสี กาว เฟอร์นิเจอร์ให้เหมาะกับ Indoor Air Quality

โดย Unthika Roekwibunsi อัปเดต 11.10.2026อ่านประมาณ 15 นาที
Low VOC กับ Low Emission ต่างกันอย่างไร? เลือกสี กาว เฟอร์นิเจอร์ให้เหมาะกับ Indoor Air Quality
ในบทความนี้ ▾

เห็นคำว่า Low VOC บนฉลากแล้ว สรุปว่าวัสดุนั้นปล่อยสารออกสู่อากาศน้อยได้เลยหรือไม่?

ยังสรุปแบบนั้นไม่ได้

คำว่า Low VOC และ Low Emission เกี่ยวข้องกัน แต่กำลังวัดคนละเรื่อง

Low VOC โดยทั่วไปใช้พูดถึง “ปริมาณสารอินทรีย์ระเหยง่ายที่อยู่ในผลิตภัณฑ์” โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ชนิดเปียก เช่น สี สารเคลือบ กาว และ Sealant ส่วน Low Emission สนใจว่า หลังจากนำวัสดุนั้นมาติดตั้งในอาคารแล้ว มีสารเคมีระเหยออกสู่อากาศภายในมากน้อยเพียงใด

ความแตกต่างนี้สำคัญมากกับงาน Interior เพราะสิ่งที่ผู้ใช้อาคารสัมผัสจริงไม่ใช่ตัวเลขส่วนผสมในกระป๋อง แต่เป็นอากาศภายในห้องหลังงานสี งานกาว เฟอร์นิเจอร์ พื้น ผนัง และวัสดุอื่นถูกนำมารวมอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

สำนักงานหนึ่งแห่งจึงอาจเลือกสีที่ระบุว่า Low VOC ทุกห้อง แต่ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงด้านสารระเหยจากวัสดุภายในทั้งหมดจะต่ำโดยอัตโนมัติ เพราะยังมีแหล่งอื่น เช่น กาวปูพื้น กาวติดลามิเนต แผ่นไม้ประกอบ เฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูป วัสดุอะคูสติก หรือ Sealant ตามรอยต่อ

EPA ของสหรัฐฯ เองเตือนว่าคำว่า “Low VOC” หรือแม้แต่ “No VOC” ไม่ใช่หลักประกันว่าผลิตภัณฑ์จะไม่มีสารระเหยที่มีผลต่อสุขภาพ เพราะนิยาม VOC ที่ใช้ในบางกฎระเบียบถูกสร้างขึ้นเพื่อควบคุมการเกิดโอโซนและหมอกควันภายนอกอาคาร ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อประเมินความเป็นพิษของอากาศภายในโดยตรง สารบางชนิดจึงอาจไม่ถูกนับในนิยาม VOC ทางกฎระเบียบ แต่ยังเป็นสารระเหยที่ควรพิจารณาในมุม Indoor Air Quality ได้


VOC Content กับ VOC Emission วัดคนละส่วนของวงจรชีวิตวัสดุ

เพื่อให้เห็นความแตกต่างชัดขึ้น อาจมองวัสดุหนึ่งชิ้นตั้งแต่ก่อนติดตั้งจนถึงหลังใช้งาน

สีทาผนังขณะอยู่ในกระป๋องมีตัวทำละลาย สารเติมแต่ง เม็ดสี และส่วนประกอบอื่นอยู่ในสูตร ค่า VOC Content จึงบอกว่าส่วนผสมที่เข้าข่าย VOC มีอยู่ในผลิตภัณฑ์มากน้อยเพียงใด โดยผลิตภัณฑ์ชนิดเปียกมักแสดงค่าเป็นหน่วยอย่างกรัมต่อลิตร

เมื่อทาสีลงบนผนัง ตัวทำละลายและสารบางส่วนจะเริ่มระเหยออก ขณะที่ผลิตภัณฑ์ค่อย ๆ แห้งและแข็งตัว นี่คือช่วงที่คำว่า Emission หรือการปล่อยสารออกสู่อากาศ เริ่มมีความหมายมากขึ้น

สำหรับวัสดุที่เป็นของแข็ง เช่น พื้นไวนิล พรม แผ่นผนัง ฉนวน หรือเฟอร์นิเจอร์ การดูเพียง VOC Content ยิ่งอธิบายผลต่ออากาศภายในได้ไม่ครบ เพราะสิ่งที่ต้องการรู้คือ หลังนำของชิ้นนั้นเข้าห้องแล้ว สารอะไรจะระเหยออกมาและมีความเข้มข้นเท่าใดเมื่อเวลาผ่านไป

California Department of Public Health หรือ CDPH จึงมีวิธีทดสอบวัสดุภายในด้วยห้องทดสอบควบคุมสภาวะ โดยวัดสารเคมีที่วัสดุปล่อยออกมาแล้วประเมินความเข้มข้นที่คาดว่าจะเกิดในพื้นที่ใช้งานจริง วิธีคิดจึงต่างจากการตรวจสูตรของผลิตภัณฑ์โดยตรง

จุดนี้ทำให้คำว่า Low VOC Content กับ Low VOC Emission ไม่ควรถูกใช้แทนกัน


ทำไมสี Low VOC ยังมีกลิ่นได้ และวัสดุที่ไม่ค่อยมีกลิ่นก็ไม่ได้แปลว่าไม่มี Emission

เรื่องกลิ่นเป็นอีกจุดที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย

สารระเหยแต่ละชนิดมี “ระดับที่จมูกรับกลิ่นได้” ไม่เท่ากัน บางสารมีกลิ่นชัดแม้มีความเข้มข้นไม่สูง ขณะที่สารบางชนิดสามารถอยู่ในอากาศโดยแทบไม่มีกลิ่นให้สังเกต

ดังนั้นสี Low VOC ที่ยังมีกลิ่นไม่ได้แปลทันทีว่าผลิตภัณฑ์นั้นผิดมาตรฐาน และในทางกลับกัน เฟอร์นิเจอร์ที่ไม่มีกลิ่นแรงก็ไม่ได้เป็นหลักฐานว่าไม่มีการปล่อย VOC

EPA ระบุว่า VOC เป็นกลุ่มสารขนาดใหญ่มากและผลต่อสุขภาพแตกต่างกันตามชนิดของสาร ปริมาณ และระยะเวลาที่ได้รับสัมผัส การรวมทุกอย่างไว้เป็นตัวเลข TVOC เพียงค่าเดียวจึงมีข้อจำกัด เพราะ VOC สองชนิดที่มีปริมาณเท่ากันอาจมีความสำคัญทางสุขภาพไม่เท่ากัน

ในงานออกแบบภายใน เราจึงไม่ควรประเมินวัสดุจาก “มีกลิ่นหรือไม่มีกลิ่น” เพียงอย่างเดียว เช่นเดียวกับที่ไม่ควรใช้คำว่า “สีสูตรน้ำ” เป็นคำตอบแทนข้อมูลด้านการปล่อยสารทั้งหมด


ทำไมมาตรฐานอาคารเขียวจึงเริ่มสนใจ Emission มากกว่าแค่ Content

แนวทางของ LEED เป็นตัวอย่างที่เห็นพัฒนาการเรื่องนี้ค่อนข้างชัด

เกณฑ์ Low-Emitting Materials ไม่ได้ดูเพียงค่า VOC Content ของผลิตภัณฑ์ แต่ให้ความสำคัญกับการทดสอบการปล่อยสารจากวัสดุจริง โดยครอบคลุมหมวดอย่างพื้น แผ่นผนัง ฝ้า ฉนวน เฟอร์นิเจอร์ สี กาว และผลิตภัณฑ์ไม้ประกอบ

สำหรับวัสดุบางประเภท โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ทาแบบเปียก เช่น สี กาว และ Sealant ประเด็นเรื่อง VOC Content ยังมีความหมาย เพราะเกี่ยวข้องกับสารที่ถูกนำเข้าหน้างานตั้งแต่ต้น แต่สำหรับผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปและวัสดุที่อยู่ภายในอาคารเป็นเวลานาน การประเมิน Emission ให้ข้อมูลเกี่ยวกับอากาศที่ผู้ใช้อาคารจะสัมผัสได้ตรงกว่า

แนวทาง LEED v5 ที่เผยแพร่ในปี 2026 ยังคงใช้ผลทดสอบการปล่อยสารตามมาตรฐาน CDPH เป็นหนึ่งในเกณฑ์สำคัญของวัสดุ Low-emitting และแยกเกณฑ์สำหรับ Furniture Emission และ Formaldehyde Emission ออกจากกันด้วย

นี่สะท้อนประเด็นสำคัญอย่างหนึ่ง คือ คำว่า “วัสดุปลอดสาร” แบบกว้าง ๆ ไม่ค่อยมีความหมายเชิงเทคนิคมากนัก การเลือกวัสดุที่ดีต้องรู้ว่าเรากำลังสนใจสารกลุ่มไหน ทดสอบอย่างไร และวัดจากผลิตภัณฑ์ในสภาพใด


GREENGUARD หรือใบรับรอง Low-emitting ช่วยบอกอะไรเรา?

ในตลาดวัสดุ Interior จะพบผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมายอย่าง UL GREENGUARD หรือ GREENGUARD Gold ซึ่งต่างจากการที่ผู้ผลิตเขียนคำว่า Low VOC บนเอกสารการตลาดเอง

แนวคิดของการรับรองลักษณะนี้คือการนำผลิตภัณฑ์ไปทดสอบการปล่อยสารเคมีภายใต้สภาวะที่กำหนด แล้วเปรียบเทียบกับเกณฑ์การปล่อยสาร

UL Solutions ระบุโดยตรงว่า ผลิตภัณฑ์ที่มี VOC Content ต่ำไม่ได้หมายความว่าจะมี VOC Emission ต่ำเสมอไป และโครงการ GREENGUARD จึงให้ความสำคัญกับการทดสอบ Chemical Emissions ของวัสดุและเฟอร์นิเจอร์

GREENGUARD Gold ใช้เกณฑ์ที่เข้มขึ้นสำหรับพื้นที่ที่มีผู้ใช้งานกลุ่มไวต่อมลพิษ เช่น โรงเรียนและสถานพยาบาล และกำหนดขีดจำกัดสำหรับสารหลายชนิด รวมถึงอ้างอิงวิธีทดสอบของ CDPH ด้วย

อย่างไรก็ตาม การเห็น Logo Certification ก็ยังควรตรวจต่อว่า Certificate นั้นครอบคลุม “ผลิตภัณฑ์รุ่นที่กำลังจะใช้จริง” หรือไม่ เพราะวัสดุชื่อใกล้กันแต่คนละสูตร คนละฐานสี หรือคนละ Product Line อาจไม่ได้อยู่ภายใต้ Certificate เดียวกันเสมอไป


เวลาดู Spec วัสดุ ควรขอเอกสารอะไร?

สำหรับงานโครงการ การเขียนใน Material Schedule ว่า “ใช้วัสดุ Low VOC” อย่างเดียวค่อนข้างกว้าง เพราะ Supplier แต่ละรายสามารถตีความไม่เหมือนกัน

เอกสารที่ช่วยแยกข้อมูลได้ดีขึ้นมีหลายประเภท

TDS / Technical Data Sheet
ใช้ดูคุณสมบัติทางเทคนิค วิธีใช้งาน อัตราการใช้งาน เวลาการแห้ง และข้อจำกัดของผลิตภัณฑ์

SDS / Safety Data Sheet
ใช้ดูข้อมูลด้านสารเคมี อันตราย การจัดเก็บ และข้อควรระวัง แต่ SDS ไม่ใช่รายงานทดสอบการปล่อยสารจากวัสดุในห้องใช้งาน

VOC Content Declaration
เหมาะกับสี กาว Sealant และผลิตภัณฑ์ชนิดเปียก เพื่อดูปริมาณ VOC ในสูตรตามวิธีคำนวณหรือมาตรฐานที่ระบุ

Emission Test / Certification
ใช้ดูว่าผลิตภัณฑ์ผ่านการประเมินการปล่อยสาร เช่น CDPH หรือโปรแกรมรับรองที่อ้างอิงการทดสอบดังกล่าวหรือไม่

Formaldehyde Emission Certificate
สำหรับผลิตภัณฑ์ไม้ประกอบ เช่น MDF, Particleboard และวัสดุที่เกี่ยวข้อง ควรตรวจแยกจากคำว่า Low VOC ทั่วไป เพราะ Formaldehyde มีมาตรฐานการปล่อยสารเฉพาะของตัวเอง

การขอเอกสารแบบนี้ทำให้ Designer หรือ Project Team เปรียบเทียบวัสดุได้ด้วยข้อมูลมากกว่าการดูคำโฆษณาหน้าฉลาก


สี กาว และ Sealant เป็นกลุ่มที่ต้องดูทั้ง Content และการใช้งานจริง

วัสดุชนิดเปียกมีลักษณะต่างจากเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูป เพราะปริมาณที่ใช้ วิธีทา พื้นที่ผิว และช่วงเวลาการแห้งมีผลต่อการปล่อยสารภายในพื้นที่อย่างมาก

สีหนึ่งกระป๋องที่มีค่า VOC ต่ำอาจเป็นตัวเลือกที่ดี แต่ถ้าในโครงการยังมี Primer, Wood Coating, Contact Adhesive และ Sealant หลายชนิดใช้ในเวลาใกล้กัน ภาระสารระเหยทั้งหมดในช่วงก่อนส่งมอบก็ยังสูงได้

นี่คือเหตุผลที่การเลือกวัสดุเพื่อ Indoor Air Quality ต้องมองเป็น Material System มากกว่าผลิตภัณฑ์ชิ้นเดียว

ตัวอย่างงาน Built-in หนึ่งชุดอาจประกอบด้วย MDF, Laminate, Contact Adhesive, Edge Adhesive, สีพ่น และ Sealant ต่อให้แผ่น MDF มีค่า Formaldehyde Emission ต่ำ แต่ถ้ากาวหรือสีเคลือบที่ใช้ประกอบมีการปล่อยสารสูง ภาพรวมของงานก็เปลี่ยนไป

ในทางกลับกัน การเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นให้เป็นรุ่น Premium Low-emitting โดยไม่ดูปริมาณและพื้นที่ใช้งานก็อาจเพิ่มงบโดยไม่ได้เพิ่มประโยชน์ในสัดส่วนเดียวกัน

จึงควรมองทั้ง ชนิดวัสดุ + ปริมาณ + พื้นที่ผิว + ตำแหน่งใช้งาน + ระยะเวลาระหว่างติดตั้งกับเข้าใช้งาน


จากหน้างาน: งานที่มีกาวเยอะอาจมีผลมากกว่าวัสดุที่ลูกค้าเห็น

งาน Interior บางประเภทมีพื้นที่กาวซ่อนอยู่มาก เช่น พื้นไวนิล พรม กระเบื้องยาง แผ่นลามิเนต หรือวัสดุอะคูสติกติดผนัง

เมื่องานเสร็จ ผู้ใช้งานอาจมองเห็นเพียงผิวหน้าของวัสดุ แต่สารที่ใช้ติดตั้งอยู่ด้านหลังเป็นพื้นที่หลายสิบหรือหลายร้อยตารางเมตร

ดังนั้นการเลือกวัสดุ Low-emitting แต่ใช้กาวที่ไม่มีข้อมูลด้าน VOC หรือ Emission เลย อาจทำให้เป้าหมายด้าน Indoor Air Quality ไม่ครบทั้งระบบ

นี่เป็นเหตุผลที่งาน Specification ควรควบคุมทั้ง Finish Material และวัสดุประกอบการติดตั้ง ไม่ใช่กำหนดเฉพาะผิวที่มองเห็น


Low-emitting ไม่ได้แปลว่า Zero Risk

อีกความเข้าใจที่ควรระวังคือ เมื่อผลิตภัณฑ์ผ่านเกณฑ์ Low-emitting แล้ว ไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์ “ไม่มีสารเคมี” หรือ “ไม่มีการปล่อยสารเลย”

ความหมายคือผลิตภัณฑ์ได้รับการทดสอบตามวิธีที่กำหนด และระดับการปล่อยสารอยู่ภายในเกณฑ์ของมาตรฐานนั้น

คำว่า Low-emitting จึงมีความน่าเชื่อถือมากกว่าคำโฆษณากว้าง ๆ แต่ก็ยังต้องใช้ร่วมกับหลักการอื่น เช่น การควบคุมแหล่งกำเนิด การระบายอากาศ และการให้วัสดุมีเวลาแห้งหรือคายสารก่อนเปิดใช้งาน

ในเดือนมิถุนายน 2026 CDPH ได้เผยแพร่มาตรฐานการทดสอบ VOC Emissions เวอร์ชัน 1.3 ซึ่งปรับเกณฑ์ของสารบางชนิดและเพิ่มสารที่ต้องประเมินเพิ่มเติม โดยเกณฑ์บางส่วนเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027 แสดงให้เห็นว่าความรู้และเกณฑ์การประเมิน Low-emitting Materials ยังมีการพัฒนาต่อเนื่อง ไม่ใช่รายการสารที่ตายตัวตลอดไป


แล้วคนทำ Interior ควรเลือกวัสดุอย่างไรโดยไม่ทำ Specification ซับซ้อนเกินไป?

ไม่จำเป็นต้องขอ Laboratory Report ทุกชิ้นในทุกโครงการ แต่สามารถแบ่งระดับการพิจารณาตามความเสี่ยงและปริมาณการใช้งานได้

วัสดุที่มีพื้นที่มากและอยู่ภายในอาคารจำนวนมากควรได้รับความสนใจมากกว่า เช่น สีทั้งชั้น พื้นหลายร้อยตารางเมตร แผ่นผนัง Built-in จำนวนมาก และเฟอร์นิเจอร์สำนักงานทั้งโครงการ

ขณะที่วัสดุที่มีพื้นที่ใช้งานเพียงเล็กน้อยอาจไม่จำเป็นต้องใช้เกณฑ์เดียวกันทั้งหมด

สำหรับงานสำนักงาน โรงเรียน คลินิก หรือพื้นที่ที่ต้องการคุณภาพอากาศภายในสูงขึ้น สามารถกำหนดเกณฑ์ใน Material Specification ให้ชัดขึ้น เช่น

Paint / Adhesive / Sealant
ตรวจ VOC Content และข้อมูลการใช้งานของผลิตภัณฑ์

Flooring / Wall / Ceiling / Insulation
พิจารณาหลักฐาน Low-emission หรือผลทดสอบการปล่อยสาร

Furniture
ตรวจ Certification หรือ Furniture Emission Test เมื่อโครงการมี Requirement

MDF / Particleboard / Composite Wood
ตรวจ Formaldehyde Emission Standard แยกต่างหาก

วิธีนี้ทำให้ Specification มีเหตุผลตามลักษณะวัสดุ มากกว่าบังคับคำว่า Low VOC แบบเดียวกับทุก Product Category


จากหน้างาน: เปลี่ยนวัสดุหน้างานต้องตรวจ “คุณสมบัติด้านอากาศ” ด้วย ไม่ใช่แค่สีและราคา

ในงานก่อสร้างจริงมีการเสนอวัสดุเทียบอยู่เสมอจากเรื่องราคา ระยะเวลาส่งของ หรือของเดิมขาดตลาด

ปัญหาคือเอกสารอนุมัติวัสดุบางครั้งเปรียบเทียบเพียงสี ผิว ความหนา และราคา แต่ไม่ได้เปรียบเทียบข้อมูลด้าน VOC หรือ Formaldehyde ที่ระบุไว้ใน Specification เดิม

ถ้าโครงการมีเป้าหมายด้าน Indoor Air Quality การอนุมัติ Alternative Material จึงควรตรวจข้อมูลด้าน Emission ไปพร้อมกับ Performance ด้านอื่น ไม่เช่นนั้น Requirement ที่วางไว้ตั้งแต่ Design สามารถหายไปในขั้น Procurement ได้ง่ายมาก


การเลือกวัสดุเป็นเพียงครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งคือกระบวนการก่อสร้างก่อนเข้าใช้งาน

แม้เลือกสี กาว พื้น และเฟอร์นิเจอร์ที่มีการปล่อยสารต่ำแล้ว พื้นที่ที่เพิ่งก่อสร้างเสร็จก็ยังมีสารระเหยจากวัสดุใหม่หลายชนิดอยู่พร้อมกันได้

อัตราการปล่อยสารส่วนใหญ่มักเปลี่ยนตามเวลา อุณหภูมิ การระบายอากาศ และลักษณะของวัสดุ

ดังนั้นช่วงหลังงาน Interior เสร็จและก่อน Occupancy จึงมีความสำคัญไม่แพ้ Material Selection

การจัดลำดับงาน การเปิดระบบระบายอากาศ การนำผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นหรือสารระเหยสูงออกจากพื้นที่ และการให้วัสดุมีเวลาคายสารก่อนใช้งานจริง เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการ Indoor Air Quality เช่นกัน

EPA แนะนำให้เพิ่มการระบายอากาศเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปล่อย VOC และให้ความสำคัญกับการลดหรือกำจัดแหล่งกำเนิดเป็นหลัก

ประเด็นนี้จะเชื่อมต่อโดยตรงกับเรื่อง Flush-out หลังรีโนเวท ซึ่งเป็นอีกขั้นหนึ่งหลังจากเลือกวัสดุถูกต้องแล้ว


สรุป: อย่าใช้คำว่า Low VOC เป็นคำตอบแทน Indoor Air Quality ทั้งหมด

Low VOC เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะกับสี กาว สารเคลือบ และผลิตภัณฑ์ชนิดเปียก แต่ไม่ได้บอกภาพทั้งหมดของการปล่อยสารภายในอาคาร

สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ

VOC Content บอกสิ่งที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ตามเกณฑ์และวิธีที่ระบุ

ขณะที่

VOC Emission บอกสิ่งที่ผลิตภัณฑ์ปล่อยออกสู่อากาศภายใต้การทดสอบที่กำหนด

สำหรับงาน Interior ที่สนใจสุขภาวะของผู้ใช้งาน จึงควรมองต่อไปถึง Low-emitting Material, Formaldehyde Emission, วิธีติดตั้ง ปริมาณวัสดุ และการระบายอากาศหลังงานก่อสร้างด้วย

เป้าหมายไม่จำเป็นต้องเป็นการทำพื้นที่ “ปลอดสารเคมี” ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ในงานอาคารจริง แต่เป็นการลดแหล่งกำเนิดที่ไม่จำเป็น เลือกวัสดุโดยมีข้อมูลรองรับ และจัดการช่วงก่อนเข้าใช้งานให้เหมาะสม

เมื่อมองแบบนี้ คำว่า Low VOC จะกลับมาอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง คือเป็น หนึ่งในข้อมูลสำหรับตัดสินใจเลือกวัสดุ ไม่ใช่ตราประทับที่รับรองว่าอากาศภายในพื้นที่จะดีโดยอัตโนมัติ

อยากได้ราคาประเมินสำหรับโปรเจกต์ของคุณ?

ส่งขนาดพื้นที่และ brand guideline มา ทีมเราประเมินให้ฟรีภายใน 1 วันทำการ

ขอใบเสนอราคา

มีโปรเจกต์ในใจ? คุยกับทีมเราได้ฟรี

ทีมออกแบบและผู้จัดการโครงการพร้อมให้คำปรึกษา ประเมินงบ และนัด site visit