construction

วัสดุทนไฟไม่ได้แปลว่าไม่ไหม้: Fire Rating, Flame Spread และ Fire Resistance ต่างกันอย่างไร

โดย Unthika Roekwibunsi อ่านประมาณ 13 นาที
วัสดุทนไฟไม่ได้แปลว่าไม่ไหม้: Fire Rating, Flame Spread และ Fire Resistance ต่างกันอย่างไร
ในบทความนี้ ▾

คำว่า “วัสดุทนไฟ” ถูกใช้กว้างเกินไปจนทำให้เกิดความเข้าใจผิด

ในงาน Interior และงานก่อสร้าง เรามักได้ยินคำว่า “วัสดุทนไฟ”, “วัสดุกันไฟ”, “วัสดุไม่ลามไฟ” หรือ “Fire-rated” ถูกใช้แทนกัน ทั้งที่จริงแล้วแต่ละคำอธิบายคุณสมบัติคนละเรื่อง

วัสดุหนึ่งชนิดอาจติดไฟได้ แต่ลามไฟช้า
วัสดุบางชนิดแทบไม่ติดไฟ แต่เมื่อประกอบเป็นผนังแล้วอาจไม่สามารถกั้นไฟได้นานตามที่ต้องการ
ขณะที่ผนังหนึ่งชุดอาจมี Fire Resistance 2 ชั่วโมง ทั้งที่ส่วนประกอบบางชิ้นภายในระบบไม่ได้เป็นวัสดุ “ไม่ติดไฟ” ทุกชิ้น

จุดสำคัญจึงอยู่ที่การแยกให้ออกว่าเรากำลังถามเรื่องอะไร

เราต้องการรู้ว่า ผิววัสดุทำให้ไฟลามเร็วแค่ไหน หรือกำลังถามว่า ผนังทั้งชุดสามารถกั้นไฟได้นานเท่าไร

สองเรื่องนี้ใช้วิธีทดสอบและเกณฑ์คนละแบบ


Flame Spread คือการดูว่าเปลวไฟลามบนผิววัสดุเร็วแค่ไหน

สำหรับวัสดุตกแต่งผิว เช่น แผ่นผนัง ฝ้า วัสดุปิดผิว หรือผลิตภัณฑ์ตกแต่งภายใน สิ่งที่พบได้บ่อยคือค่าที่เกี่ยวข้องกับ Flame Spread หรือการลามของเปลวไฟบนพื้นผิว

แนวคิดของการทดสอบนี้คือดูว่า เมื่อวัสดุสัมผัสเปลวไฟแล้ว ไฟเคลื่อนที่ไปบนผิวได้มากหรือน้อยเมื่อเทียบกับวัสดุอ้างอิง

ตัวอย่างมาตรฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือ ASTM E84 หรือ UL 723 ซึ่งให้ทั้งค่า Flame Spread Index และ Smoke Developed Index

NFPA แบ่งวัสดุตกแต่งผนังและฝ้าภายในออกเป็นกลุ่มตาม Flame Spread Index เช่น Class A อยู่ในช่วง 0–25, Class B 26–75 และ Class C 76–200 โดยยังมีข้อกำหนดเรื่องการเกิดควันประกอบด้วยในหลายประเภทพื้นที่

ตัวเลขเหล่านี้บอกพฤติกรรมของ ผิววัสดุ เมื่อเกิดไฟ

ไม่ได้หมายความว่าวัสดุนั้นสามารถกั้นไฟได้ 1 ชั่วโมงหรือ 2 ชั่วโมง


ดังนั้น “ไม่ลามไฟ” ไม่เท่ากับ “ผนังกันไฟ”

นี่เป็นความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นบ่อยมาก

สมมุติเลือกแผ่นตกแต่งที่มี Flame Spread ต่ำ แปลว่าวัสดุมีพฤติกรรมการลามไฟบนผิวที่ดีกว่าวัสดุที่มีค่ามาก แต่ยังไม่ได้บอกว่าเมื่อเกิดไฟอีกด้านหนึ่งของผนัง ผนังนั้นจะสามารถป้องกันเปลวไฟ ความร้อน และการพังทลายของโครงสร้างได้นานเท่าใด

Fire Resistance เป็นการประเมินคนละระดับ เพราะทดสอบ “ชุดประกอบ” ของระบบ เช่น ผนัง พื้น ฝ้า หรือโครงสร้างทั้งชุด

USG อธิบาย Fire Resistance ว่าเป็นความสามารถของชุดประกอบอาคารในการทำหน้าที่เป็นแนวกั้นไฟ จำกัดการแพร่กระจายไปยังพื้นที่ข้างเคียง และยังคงหน้าที่ตามเกณฑ์ของการทดสอบภายใต้สภาวะไฟมาตรฐาน

ดังนั้นผนัง Fire-rated จึงไม่ได้ถูกประเมินจากชนิดแผ่นเพียงอย่างเดียว

ต้องดูทั้งระบบ


Fire Resistance Rating เป็นคุณสมบัติของ “Assembly”

ในงานจริง เราจะเห็นคำว่า

1-hour fire-rated wall
2-hour fire-rated wall

หรือค่าทนไฟในรูปแบบอื่น

ค่าลักษณะนี้หมายถึงระยะเวลาที่ระบบผนัง พื้น ฝ้า หรือโครงสร้างผ่านการทดสอบตามเงื่อนไขที่กำหนด ไม่ใช่หมายถึงว่า “แผ่นยิปซัมแผ่นนี้ทนไฟ 2 ชั่วโมง” โดยลำพัง

ระบบผนังทนไฟหนึ่งชุดอาจประกอบด้วยโครงคร่าวเหล็ก แผ่นยิปซัมชนิดเฉพาะ ฉนวน จำนวนชั้นของแผ่น ระยะสกรู รอยต่อ และวัสดุยาแนวที่กำหนดไว้

หากเปลี่ยนองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง อาจไม่สามารถอ้าง Rating เดิมได้ทันที

ความหนาของผนังใกล้เคียงกัน หรือใช้แผ่นประเภทเดียวกัน ไม่ได้แปลว่าทั้งสองระบบมี Fire Resistance เท่ากัน

นี่เป็นเหตุผลที่ในงานที่มี Requirement ด้าน Fire Rating เราควรอ้างอิง Tested Assembly หรือระบบที่ได้รับการรับรอง มากกว่าดูเฉพาะ Datasheet ของวัสดุแต่ละแผ่น


ช่องเปิดเล็ก ๆ สามารถทำลายประสิทธิภาพของผนังทนไฟได้

ผนังกันไฟมีหน้าที่สร้างแนวกั้นระหว่างพื้นที่ แต่ในอาคารจริงแทบไม่มีผนังใดไม่มีการเจาะผ่าน

มีทั้ง

ท่อ / สายไฟ / Cable Tray / Duct / Socket / Access Panel

เมื่อเปิดช่องผ่าน Fire-rated Assembly แนวกั้นเดิมถูกทำลาย และต้องมีรายละเอียดสำหรับปิดช่องนั้นกลับให้รักษาคุณสมบัติด้านการทนไฟของระบบ

จึงเกิดงานประเภท Firestopping เช่น วัสดุยาแนวกันไฟ ระบบปิดช่องรอบท่อ หรือรายละเอียดรอบ Cable Penetration

การใช้ซิลิโคนทั่วไปอุดรอบสายไม่ได้หมายความว่า Rating ของผนังยังคงอยู่

เช่นเดียวกับ Access Panel ที่ติดบน Fire-rated Wall หรือ Ceiling ก็ต้องตรวจว่าอุปกรณ์ดังกล่าวได้รับการออกแบบให้ใช้กับระบบทนไฟในระดับที่ต้องการหรือไม่

นี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ Interior และ MEP โดยตรง เพราะงานระบบแทบทุกชนิดต้องผ่านผนังและฝ้า


Fire-rated Door ก็ต้องมองเป็น “ชุดประตู” เช่นเดียวกัน

อีกจุดที่มักเกิดความเข้าใจผิดคือประตู

การใช้บานประตู Fire-rated แต่เปลี่ยนวงกบ Hardware หรือเจาะเพิ่มบางอย่างโดยไม่ตรวจระบบ อาจทำให้ Performance ของชุดประตูเปลี่ยนไป

ชุดประตูกันไฟประกอบด้วยมากกว่าตัวบาน ทั้งวงกบ บานพับ อุปกรณ์ล็อก ช่องกระจกถ้ามี ซีล และรายละเอียดการติดตั้ง

โดยเฉพาะเมื่อมี Access Control เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น Electric Lock, Magnetic Lock, Door Contact หรือ Drop Bolt ทีม Security กับ Interior จึงควรประสานกันก่อนผลิตประตู

หากไปเจาะหรือดัดแปลง Fire-rated Door ภายหลังโดยไม่ตรวจรายละเอียด อาจกระทบต่อระบบที่ผ่านการรับรองเดิม

จุดนี้สะท้อนหลักเดียวกันว่า Fire Rating เป็นคุณสมบัติของระบบประกอบ ไม่ใช่ Label ของวัสดุชิ้นเดียว


แล้ว Non-combustible ต่างจาก Fire Resistance อย่างไร?

คำว่า Non-combustible หรือวัสดุไม่ติดไฟ หมายถึงพฤติกรรมของตัววัสดุเมื่อทดสอบภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ว่าวัสดุจะไม่เผาไหม้หรือเพิ่มเชื้อเพลิงให้กับไฟในระดับที่มีนัยสำคัญ

USG แยกคุณสมบัติด้าน Fire Safety เป็นสามเรื่องชัดเจน ได้แก่ Fire Resistance ของชุดประกอบ, Surface Burning หรือ Flame Spread ของผิววัสดุ และ Noncombustibility ของตัววัสดุ

ตัวอย่างวัสดุอย่างคอนกรีตหรือโลหะอาจอยู่ในกลุ่มไม่ติดไฟ แต่ไม่ได้หมายความว่าระบบที่ทำจากวัสดุนั้นจะรักษาหน้าที่โครงสร้างได้ไม่จำกัดเมื่อได้รับความร้อนสูง

เหล็กไม่จำเป็นต้องติดไฟเพื่อสูญเสียความแข็งแรงจากอุณหภูมิ

ดังนั้นในงานโครงสร้างจึงมีการใช้ Fire Protection เช่น การหุ้ม การพ่นวัสดุป้องกันไฟ หรือระบบอื่นเพื่อช่วยรักษาอุณหภูมิของโครงสร้างให้อยู่ในระดับที่รับได้ในช่วงเวลาที่กำหนด


Fire-retardant คืออีกคำหนึ่งที่ต้องระวัง

Fire-retardant หรือวัสดุหน่วงไฟหมายถึงวัสดุหรือการ Treatment ที่ช่วยลดการติดไฟหรือลดการลามของไฟ แต่ไม่ได้แปลว่าวัสดุนั้นกลายเป็น Non-combustible

ไม้ที่ผ่านการหน่วงไฟยังคงเป็นไม้
ผ้าที่ผ่านสารหน่วงไฟยังคงเป็นวัสดุอินทรีย์
Coating หน่วงไฟก็ยังมีเงื่อนไขด้านความหนา วิธีทา และสภาพพื้นผิว

NFPA ระบุว่าประสิทธิภาพของ Fire-retardant Coating ขึ้นอยู่กับการเตรียมผิวและการใช้งานตาม Listing ของผลิตภัณฑ์ และการทาสีทับ การทำความสะอาดซ้ำ หรือการเสื่อมของผิวสามารถมีผลต่อประสิทธิภาพได้

ดังนั้นการเขียนในแบบเพียงว่า “ทาน้ำยากันไฟ” โดยไม่ระบุผลิตภัณฑ์ วิธีใช้ และเกณฑ์ที่ต้องการ อาจไม่เพียงพอสำหรับงานที่มีข้อกำหนดด้าน Fire Performance จริง


วัสดุเดียวกันอาจให้ผลต่างกันตามวิธีติดตั้ง

การทดสอบ Flame Spread ของวัสดุตกแต่งไม่ได้มองเฉพาะชื่อของวัสดุ แต่ยังมีเงื่อนไขเรื่องการเตรียมและการติดตั้งชิ้นทดสอบ

วัสดุปิดผิวที่ติดอยู่บน Substrate ต่างกัน หรือใช้กาวและชั้นประกอบต่างกัน อาจมีพฤติกรรมเมื่อเกิดไฟไม่เหมือนกัน

หลักเดียวกันใช้กับพื้นและวัสดุปิดผิวอื่น ๆ เพราะระบบติดตั้งจริงอาจประกอบด้วยผิวหน้า กาว แผ่นรอง และวัสดุด้านล่างร่วมกัน

นี่เป็นเหตุผลที่เวลาตรวจ Certificate ควรดูว่าเอกสารครอบคลุม Product และวิธีติดตั้งที่กำลังใช้จริงหรือไม่ ไม่ใช่เห็นคำว่า “Fire Rated” บนโบรชัวร์แล้วสรุปทันที


Smoke Development สำคัญพอ ๆ กับเปลวไฟในหลายพื้นที่

เวลาเกิดไฟ อันตรายไม่ได้มาจากเปลวไฟเพียงอย่างเดียว แต่ควันสามารถลดทัศนวิสัยและรบกวนการหนีออกจากอาคาร

จึงมีการทดสอบ Surface Burning ที่รายงานทั้ง Flame Spread และ Smoke Developed

NFPA ใช้ค่า Smoke Developed Index ประกอบกับ Flame Spread ในการจัด Class ของวัสดุตกแต่งผนังและฝ้าในหลาย Occupancy โดยเกณฑ์ที่อ้างอิงใน NFPA 101 กำหนดค่า Smoke Developed Index ไม่เกิน 450 สำหรับหลาย Class ของ Interior Finish

ดังนั้นวัสดุที่ลามไฟช้าแต่สร้างควันจำนวนมากก็ยังเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณา

โดยเฉพาะบริเวณทางหนีไฟ Corridor หรือพื้นที่ที่มีคนหนาแน่น การเลือก Interior Finish จึงไม่ควรดูเฉพาะรูปลักษณ์และ Flame Spread อย่างเดียว


จากหน้างาน: เปลี่ยนวัสดุเทียบต้องตรวจ Certificate ใหม่

ปัญหาหนึ่งที่เกิดในขั้น Procurement คือแบบระบุผลิตภัณฑ์หรือระบบที่มีผลทดสอบด้าน Fire Performance ไว้แล้ว แต่ภายหลังมีการเสนอวัสดุเทียบด้วยเหตุผลด้านราคา ระยะเวลาส่งของ หรือสีที่ต้องการ

ถ้าเปรียบเทียบเฉพาะความหนา ขนาด และ Finish อาจดูเหมือนแทนกันได้ แต่ในเชิง Fire Performance อาจเป็นคนละระบบ

โดยเฉพาะ Fire-rated Partition การเปลี่ยนชนิดแผ่น ฉนวน โครงคร่าว จำนวนชั้น หรือวิธีติดตั้ง ควรตรวจว่าระบบใหม่ยังมีผลทดสอบรองรับ Rating ที่ต้องการอยู่หรือไม่

คำว่า “สเปกใกล้เคียง” จึงไม่ได้เท่ากับ “Fire Rating เท่ากัน”


เวลาเลือกวัสดุ Interior ควรถามให้ถูกว่าต้องการคุณสมบัติแบบไหน

แทนที่จะเขียนกว้าง ๆ ว่า “วัสดุต้องทนไฟ” ควรแยกคำถามตามหน้าที่ของวัสดุ

สำหรับวัสดุตกแต่งผิว อาจต้องการข้อมูลด้าน

Flame Spread / Smoke Development

สำหรับผนังกั้นระหว่างพื้นที่หรือ Shaft อาจต้องการ

Fire Resistance Rating

สำหรับวัสดุที่ถูกกำหนดให้ไม่เพิ่มเชื้อเพลิง อาจต้องดู

Non-combustibility

ส่วนงานที่ใช้ Treatment หรือ Coating เพื่อปรับพฤติกรรมของวัสดุ ต้องตรวจ

Fire-retardant Treatment + Test / Listing ที่เกี่ยวข้อง

การแยกแบบนี้ทำให้ Designer, Supplier และผู้รับเหมาพูดเรื่องเดียวกัน และลดโอกาสนำ Certificate ผิดประเภทมาใช้ยืนยัน Requirement


Fire Rating ต้องสัมพันธ์กับตำแหน่งในอาคาร ไม่ใช่กำหนดสูงที่สุดไว้ทุกจุด

การใช้ระบบ Fire-rated สูงที่สุดทุกผนังไม่ได้ทำให้อาคารปลอดภัยขึ้นอย่างมีเหตุผลเสมอไป และเพิ่มทั้งต้นทุน ความหนาผนัง น้ำหนัก และความซับซ้อนของงานระบบ

ระดับ Fire Resistance ที่ต้องการขึ้นอยู่กับการแบ่ง Fire Compartment, ประเภทอาคาร ตำแหน่งผนัง Shaft ทางหนีไฟ และข้อกำหนดทางกฎหมายหรือมาตรฐานของโครงการ

สำนักงานทั่วไปจึงอาจมีทั้ง Partition ปกติและ Fire-rated Partition อยู่ร่วมกัน

สิ่งที่สำคัญกว่าการเพิ่ม Rating ทุกจุดคือการรักษาความต่อเนื่องของ Fire-rated Barrier ในพื้นที่ที่จำเป็นจริง ตั้งแต่พื้นถึงโครงสร้างด้านบน รวมถึงการจัดการ Penetration และ Joint ให้ครบ

ผนังที่ระบุ 2 ชั่วโมงในแบบ แต่หยุดอยู่ใต้ฝ้าทั่วไปโดยไม่มีรายละเอียดต่อถึงโครงสร้าง อาจไม่ได้สร้าง Compartment ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้


สรุป

คำว่า “วัสดุทนไฟ” เพียงคำเดียวไม่เพียงพอสำหรับการกำหนดความปลอดภัยของงาน Interior เพราะ Fire Safety มีหลายคุณสมบัติที่กำลังวัดคนละเรื่อง

Flame Spread บอกพฤติกรรมการลามของไฟบนผิววัสดุ

Smoke Developed บอกพฤติกรรมการเกิดควันภายใต้การทดสอบ

Non-combustible อธิบายว่าตัววัสดุเพิ่มเชื้อเพลิงให้ไฟหรือไม่

ส่วน Fire Resistance Rating บอกว่าชุดประกอบ เช่น ผนัง พื้น หรือฝ้า สามารถรักษาหน้าที่ในการกั้นไฟภายใต้การทดสอบได้นานเพียงใด

สำหรับงานออกแบบและก่อสร้าง จุดที่สำคัญคือ Fire Rating ต้องถูกมองเป็นระบบ ตั้งแต่วัสดุ โครงคร่าว รอยต่อ ประตู ไปจนถึงช่องที่งาน MEP เจาะผ่าน

การเลือกแผ่นที่เขียนว่า “Fire Resistant” จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หากระบบประกอบจริงไม่ได้ตรงกับรายละเอียดที่ได้รับการทดสอบ หรือมี Penetration ที่ไม่ได้ทำ Firestop คุณสมบัติของแนวกั้นไฟก็อาจไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจ

ในมุมของ Interior Safety การอ่าน Certificate ให้ถูกประเภทและรักษาระบบให้ต่อเนื่องจึงสำคัญกว่าการเลือกวัสดุที่มีคำว่า Fire อยู่ในชื่อผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว

อยากได้ราคาประเมินสำหรับโปรเจกต์ของคุณ?

ส่งขนาดพื้นที่และ brand guideline มา ทีมเราประเมินให้ฟรีภายใน 1 วันทำการ

ขอใบเสนอราคา

มีโปรเจกต์ในใจ? คุยกับทีมเราได้ฟรี

ทีมออกแบบและผู้จัดการโครงการพร้อมให้คำปรึกษา ประเมินงบ และนัด site visit