construction

กลิ่นเฟอร์นิเจอร์ใหม่อันตรายไหม? Formaldehyde และ VOC ใน MDF สี กาว และวัสดุตกแต่งมาจากไหน

โดย Unthika Roekwibunsi อัปเดต 11.10.2026อ่านประมาณ 13 นาที
กลิ่นเฟอร์นิเจอร์ใหม่อันตรายไหม? Formaldehyde และ VOC ใน MDF สี กาว และวัสดุตกแต่งมาจากไหน
ในบทความนี้ ▾

กลิ่น “ของใหม่” ไม่ได้แปลว่ามีพิษเสมอไป แต่ก็ไม่ควรใช้กลิ่นเป็นตัวตัดสินว่าปลอดภัยหรือไม่

หลังรีโนเวทออฟฟิศ เปิดร้านใหม่ หรือติดตั้ง Built-in เสร็จ หลายพื้นที่จะมีกลิ่นเฉพาะตัว

บางครั้งเป็นกลิ่นไม้
บางครั้งเป็นกลิ่นสี
บางครั้งเป็นกลิ่นกาวหรือซิลิโคน
และบางครั้งเราอาจระบุไม่ได้เลยว่ามาจากวัสดุชิ้นไหน

สิ่งที่คนมักกังวลคือ

“กลิ่นแบบนี้คือ Formaldehyde หรือเปล่า?”

คำตอบคือ อาจใช่หรือไม่ใช่ก็ได้

เพราะวัสดุตกแต่งภายในสามารถปล่อยสารระเหยหลายชนิด หรือ VOC — Volatile Organic Compounds ออกสู่อากาศได้

แหล่งที่ EPA ระบุว่าพบ VOC ได้มีตั้งแต่

สี
Varnish
Coating
Adhesive
วัสดุก่อสร้าง
เฟอร์นิเจอร์
น้ำยาทำความสะอาด

ไปจนถึงอุปกรณ์สำนักงานบางประเภท และความเข้มข้นของ VOC หลายชนิดภายในอาคารสามารถสูงกว่าภายนอกได้ โดยเฉพาะระหว่างและหลังงานทาสี ติดกาว หรือรีโนเวทใหม่ ๆ

ดังนั้นสิ่งที่ควรรู้ก่อนคือ

Formaldehyde เป็น VOC ชนิดหนึ่ง แต่ VOC ไม่ได้หมายถึง Formaldehyde เพียงตัวเดียว


Formaldehyde คืออะไร และทำไมมักถูกพูดถึงคู่กับ MDF?

Formaldehyde เป็นสารเคมีที่ถูกนำไปใช้ในกระบวนการผลิตวัสดุหลายประเภท

หนึ่งในแหล่งที่ถูกพูดถึงมากในงาน Interior คือ Pressed Wood Products

เช่น

  • MDF — Medium Density Fiberboard

  • Particleboard

  • Hardwood Plywood

  • แผ่นไม้ประกอบบางประเภท

เหตุผลไม่ได้อยู่ที่ “ไม้มีพิษ”

แต่อยู่ที่ สารยึดประสานหรือ Resin ที่ใช้ประกอบเส้นใยหรือเศษไม้เข้าด้วยกัน

EPA ระบุว่าผลิตภัณฑ์ Pressed Wood ที่ใช้กาวประเภท Urea-Formaldehyde Resin สามารถเป็นแหล่งปล่อย Formaldehyde ภายในอาคาร โดย MDF, Particleboard และ Hardwood Plywood เป็นกลุ่มที่ควรพิจารณาเป็นพิเศษในงาน Cabinet และ Furniture

ดังนั้นคำถามว่า

“MDF อันตรายไหม?”

จึงตอบแบบเหมารวมไม่ได้

สิ่งที่ควรถามจริง ๆ คือ

MDF รุ่นนี้มีระดับ Formaldehyde Emission เท่าไร และผ่านมาตรฐานอะไร?


MDF ทุกแผ่นไม่เหมือนกัน

MDF เป็นชื่อประเภทของวัสดุ ไม่ใช่ระดับคุณภาพ

แผ่นแต่ละรุ่นสามารถแตกต่างกันเรื่อง

ความหนาแน่น
ความชื้น
Resin
ความแข็งแรง
การทนชื้น
และระดับ Formaldehyde Emission

ปัจจุบันมีมาตรฐานหลายระบบที่ใช้ประเมินการปล่อย Formaldehyde เช่น

E1
CARB
ULEF — Ultra-Low-Emitting Formaldehyde
NAF — No Added Formaldehyde-based Resin

ในระบบ LEED เอง Composite Wood ถูกประเมินเรื่อง Formaldehyde Emission โดยตรง และมีการอ้างอิงทั้ง EN 717-1 รวมถึงเกณฑ์ ULEF/NAF และการทดสอบ VOC Emission จากผลิตภัณฑ์จริง

ฝั่งประเทศไทย สมอ. ก็มีงานมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับ การทดสอบการปล่อย Formaldehyde จาก Wood-based Panel ทั้ง Chamber Method และ Gas Analysis Method เช่นกัน

ดังนั้นเวลาเลือกไม้สำหรับ Built-in ควรขอ Technical Datasheet หรือ Test Report แทนการถามเพียงว่า

“แผ่นนี้เกรดดีไหม?”


แล้วกลิ่นที่เราได้กลิ่น มาจาก Formaldehyde เสมอหรือไม่?

ไม่เสมอไป

หลังงานตกแต่งเสร็จใหม่ ๆ ในพื้นที่เดียวอาจมีสารจากหลายแหล่งพร้อมกัน

เช่น

แผ่น MDF / Particleboard
อาจมี Formaldehyde Emission ตามชนิดของ Resin

สีและ Coating
สามารถปล่อย VOC จาก Solvent หรือองค์ประกอบอื่น

กาวติดลามิเนต / กาวยาง / Adhesive

Sealant และ Silicone

Flooring Adhesive

น้ำยาเคลือบไม้

เฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูป

ทั้งหมดสามารถมีส่วนต่อ Indoor Air Quality ได้

EPA ระบุว่าความสามารถของ VOC แต่ละชนิดในการก่อผลกระทบต่อสุขภาพแตกต่างกันมาก ตั้งแต่สารที่มีความเป็นพิษสูงไปจนถึงสารที่ระดับทั่วไปยังไม่มีข้อมูลผลกระทบชัดเจน จึงไม่ควรใช้คำว่า “VOC” เหมารวมว่าสารทุกตัวมีความเสี่ยงเท่ากัน


จากหน้างาน
เวลา Built-in ใหม่มีกลิ่น เราไม่ควรชี้ทันทีว่า “MDF ปล่อย Formaldehyde” เพราะในช่วงเดียวกันหน้างานอาจเพิ่งทาสี ติดลามิเนต ยิงซิลิโคน และติดพื้นด้วยกาวพร้อมกัน ถ้าต้องการหาต้นเหตุจริง ควรดู Material List + Product Datasheet ก่อน ไม่ใช่วินิจฉัยจากกลิ่น


Low VOC หมายความว่าปลอดภัย 100% หรือไม่?

ไม่ใช่

นี่เป็นจุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยมาก

คำว่า

Low VOC

มักหมายถึงผลิตภัณฑ์มีปริมาณ VOC ต่ำตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

แต่ไม่ได้หมายความว่า

ไม่มีสารเคมีทุกชนิด

หรือ

ไม่มีสารใดที่อาจมีผลต่อสุขภาพเลย

EPA ระบุไว้ชัดว่าผลิตภัณฑ์ที่มีฉลาก “Low VOC” หรือ “No VOC” บางประเภทอาจยังมีสารระเหยที่มีความเป็นพิษได้ เพราะการนิยาม VOC ในบางกฎระเบียบพิจารณาจากปฏิกิริยาทางอากาศมากกว่าความเป็นพิษต่อ Indoor Air โดยตรง

ดังนั้นการเลือกวัสดุที่ดีควรดูสองเรื่องแยกกันคือ

VOC Content — มี VOC อยู่ในผลิตภัณฑ์เท่าไร

กับ

VOC Emission — เมื่อติดตั้งแล้วปล่อยสารอะไรออกสู่อากาศจริงเท่าไร

LEED จึงให้ความสำคัญกับการทดสอบ Emission จากผลิตภัณฑ์จริงใน Chamber ไม่ได้ดูเพียงตัวเลข VOC Content บนฉลากอย่างเดียว


ถ้าจะเลือกวัสดุตกแต่งภายในให้ดีขึ้น ควรดูอะไร?

ไม่จำเป็นต้องทำโครงการให้เป็น Green Building ทั้งหมด

เพียงเริ่มจาก Material Specification ให้ละเอียดขึ้นก็ช่วยได้มาก

1. Composite Wood

สำหรับ MDF, Particleboard และ Plywood

ลองขอข้อมูล

  • Formaldehyde Emission

  • มาตรฐาน E1 หรือมาตรฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง

  • CARB / TSCA Compliance ถ้ามี

  • ULEF / NAF ถ้าเป็น Requirement ของโครงการ

  • Test Report

แทนการระบุใน BOQ ว่า

MDF 18 mm

เพียงอย่างเดียว

เพราะ MDF หนา 18 mm สองแบรนด์อาจมี Performance ด้าน Emission ไม่เหมือนกันเลย


2. สี

ดูข้อมูล

Low VOC
VOC Content
Technical Datasheet
Safety Data Sheet หรือ SDS

รวมถึงประเภทพื้นที่ที่ผู้ผลิตแนะนำ

พื้นที่ภายใน Office, Clinic หรือห้องที่ระบายอากาศน้อยควรให้ความสำคัญกับระบบสีที่มี Emission ต่ำมากกว่าพื้นที่ Exterior


3. Adhesive และ Sealant

เป็นวัสดุที่เจ้าของโครงการแทบไม่เคยเห็นใน Material Board

แต่ถูกใช้จำนวนมากในงานจริง

เช่น

กาวติดพื้น
กาวติด Laminate
กาวยาง
Silicone
Sealant
Construction Adhesive

LEED จัด Adhesive และ Sealant ไว้ในกลุ่มวัสดุที่ต้องพิจารณา Low-Emitting Criteria เช่นเดียวกับสีและ Flooring


4. Furniture

เฟอร์นิเจอร์หนึ่งชิ้นไม่ได้มีเพียง “แผ่นไม้”

อาจประกอบด้วย

Board
Laminate
Adhesive
Edge Band
Paint
Fabric
Foam

รวมกัน

จึงมีมาตรฐานสำหรับการทดสอบ VOC Emission ของเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปด้วย เช่น ANSI/BIFMA ที่ LEED ใช้อ้างอิงสำหรับ Office Furniture


แล้ว Built-in ปิดผิว Laminate แล้ว Formaldehyde ยังออกได้ไหม?

คำตอบคือ การปิดผิวสามารถช่วยลดการปล่อยจากผิวที่ถูกปิดได้ แต่ไม่ได้แปลว่าปิดทุกเส้นทาง

ต้องดูด้วยว่า

ขอบแผ่นปิดครบหรือไม่
ด้านหลังตู้ปิดหรือไม่
ช่องเจาะ Hardware
ช่องสายไฟ
ผิวด้านใน

เป็นอย่างไร

EPA ระบุว่าหากไม่สามารถกำจัดแหล่ง Formaldehyde ได้ การเคลือบหรือ Seal พื้นผิวที่สัมผัสอากาศสามารถช่วยลดการปล่อยได้ แต่การเคลือบต้องครอบคลุมผิวและขอบอย่างเหมาะสมจึงจะมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น Detail การปิดขอบของ Built-in มีประโยชน์ทั้งเรื่อง

ความชื้น
ความเรียบร้อย
และการลดพื้นที่ผิวเปิดของแผ่น


อากาศร้อนและชื้นมีผลหรือไม่?

มี

การปล่อย Formaldehyde จากวัสดุบางประเภทสามารถเพิ่มขึ้นเมื่อ

อุณหภูมิสูงขึ้น

และในหลายกรณีความชื้นก็มีผลต่ออัตราการปล่อยด้วย

ดังนั้นพื้นที่ปิดที่

ร้อน
ไม่มีการระบายอากาศ
และมี Built-in จำนวนมาก

ย่อมต้องให้ความสำคัญกับ Material Emission และ Ventilation มากขึ้น

นี่เป็นประเด็นที่มีความหมายกับประเทศไทยโดยเฉพาะ เพราะอาคารจำนวนมากเปิดเครื่องปรับอากาศเฉพาะเวลาทำการ ขณะที่ช่วงปิดอาคารอุณหภูมิภายในสามารถสูงขึ้นมาก


หลังรีโนเวทเสร็จ ควรเปิดพื้นที่ใช้งานทันทีหรือไม่?

ถ้า Schedule อนุญาต ไม่ควรให้ทีมงานจำนวนมากย้ายเข้าทันทีหลังงานสี กาว และ Built-in เพิ่งเสร็จไม่กี่ชั่วโมง

หนึ่งในสิ่งที่ช่วยได้มากที่สุดคือ Ventilation

EPA แนะนำให้เพิ่มการระบายอากาศเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถปล่อย VOC และระหว่างการ Remodeling

ในทางปฏิบัติ หลัง Construction Cleaning แล้วสามารถพิจารณา

เปิด Fresh Air
เดินระบบ Ventilation
เปิด Exhaust
เปิดประตู/หน้าต่างหากสภาพแวดล้อมเหมาะสม

เพื่อช่วยนำสารระเหยออกจากพื้นที่

แต่ไม่ควรกำหนดแบบเหมารวมว่า

“เปิดทิ้งไว้ 3 วันแล้วปลอดภัย”

เพราะเวลาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับ

Material
ปริมาณวัสดุ
พื้นที่ห้อง
Ventilation Rate
อุณหภูมิ
และระดับสารจริงในอากาศ

หากโครงการมี Requirement สูง เช่น Clinic, Childcare, Corporate Office หรือพื้นที่ที่มีผู้ใช้งาน Sensitive อาจพิจารณา Indoor Air Quality Testing ก่อน Occupancy


จากหน้างาน
สิ่งที่ช่วยได้มากคืออย่าปล่อยให้ “งานเปียกทุกอย่างเสร็จวันสุดท้ายพร้อมกัน” ถ้าทำสี ติดพื้น ติด Built-in และยิง Sealant จบก่อน Handover เพียงคืนเดียว ห้องจะมีแหล่ง Emission หลายชุดพร้อมกัน การวาง Schedule ให้ Finish บางระบบเสร็จก่อนและมีเวลาระบายอากาศช่วยได้มาก


ถ้ามีกลิ่นแรง ควรซื้อเครื่องฟอกอากาศมาแก้ไหม?

เครื่องฟอกอากาศมีประโยชน์ แต่ต้องรู้ว่ากรองอะไร

HEPA Filter

เก่งเรื่องอนุภาค เช่น ฝุ่น PM2.5

แต่ VOC และ Formaldehyde เป็นสารในสถานะก๊าซ

HEPA เพียงอย่างเดียวจึงไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อกำจัด VOC

ระบบที่ต้องการลด Gas-phase Pollutant อาจใช้

Activated Carbon
หรือ Sorbent Media ชนิดอื่น

แต่ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับ

ปริมาณ Media
Airflow
ชนิดของสาร
และเวลาที่ใช้งาน

วิธีที่สำคัญกว่ายังคือ

Source Control + Ventilation

หรือพูดง่าย ๆ ว่า

เลือกวัสดุที่ปล่อยสารต่ำตั้งแต่แรก และเอาอากาศเสียออกจากอาคาร

ดีกว่าพยายามแก้ทุกอย่างด้วยเครื่องฟอกทีหลัง


Checklist เลือกวัสดุสำหรับออฟฟิศ ร้านค้า หรือคลินิก

ก่อน Approve Material ลองถาม Supplier ว่า

  1. วัสดุนี้มี VOC หรือ Formaldehyde Test Report หรือไม่

  2. Composite Wood อยู่ใน Emission Class ใด

  3. สีและ Adhesive เป็น Low VOC หรือ Low Emission หรือไม่

  4. มี Technical Datasheet และ SDS หรือไม่

  5. Built-in ปิดผิวและปิดขอบอย่างไร

  6. ต้อง Cure กี่วันก่อนใช้งาน

  7. ผู้ผลิตกำหนด Ventilation ระหว่างติดตั้งอย่างไร

  8. หลัง Construction มีเวลา Flush / Ventilate ก่อน Occupancy หรือไม่

คำถามเหล่านี้ไม่ได้ทำให้งานแพงขึ้นโดยอัตโนมัติ

หลายครั้งเพียงทำให้เรา เปรียบเทียบวัสดุจากข้อมูลที่ถูกต้องกว่าเดิม


Formaldehyde หรือ VOC ทำให้ปวดหัวจริงไหม?

VOC บางชนิดสามารถทำให้เกิดอาการ

ระคายเคืองตา
จมูก
คอ
ปวดศีรษะ
วิงเวียน
คลื่นไส้

ได้ ขึ้นอยู่กับชนิดของสาร ความเข้มข้น ระยะเวลาที่สัมผัส และความไวของแต่ละคน

Formaldehyde เองก็เป็นสารที่ EPA ให้ความสำคัญใน Indoor Air Quality และแนะนำให้ลดแหล่งกำเนิดและเพิ่มการระบายอากาศเมื่อมีปัญหา

อย่างไรก็ตาม อาการปวดหัวหรือระคายเคืองในอาคารไม่ได้พิสูจน์ว่าเกิดจาก Formaldehyde โดยตรง เพราะยังมีปัจจัยอื่น เช่น

CO₂
ฝุ่น
PM2.5
ความร้อน
ความชื้น
เชื้อรา
และ Ventilation

จึงไม่ควรวินิจฉัยจากอาการหรือกลิ่นอย่างเดียว


สรุป: วัสดุที่ดูเหมือนกัน อาจให้ Indoor Air Quality ต่างกันมาก

MDF ไม่ได้แปลว่าอันตรายเสมอไป

สีที่เขียนว่า Low VOC ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีสารระเหยทุกชนิด

และห้องที่ “ไม่มีกลิ่น” ก็ไม่ได้เป็นหลักฐานว่าไม่มีสารในอากาศ

สิ่งที่ควรเปลี่ยนคือวิธีเลือก Material

จากเดิมที่ดูเพียง

สี + ลาย + ราคา

เพิ่มอีกสามเรื่องเข้าไปคือ

Emission + Documentation + Ventilation

โดยเฉพาะโครงการที่มี Built-in จำนวนมาก เช่น

Office
Clinic
Retail
School
Restaurant
Hotel

การระบุ Requirement เหล่านี้ตั้งแต่ Material Specification ง่ายและถูกกว่าการพยายามหาต้นเหตุหลังผู้ใช้งานย้ายเข้าพื้นที่แล้ว

ถ้ากำลังออกแบบหรือรีโนเวทพื้นที่ใหม่ ลองเริ่มจากขอ Material List + Technical Datasheet + SDS ของวัสดุหลักก่อน จะเห็นภาพได้เร็วว่าจุดไหนควรตรวจเรื่อง VOC และ Formaldehyde เพิ่มเติม

อยากได้ราคาประเมินสำหรับโปรเจกต์ของคุณ?

ส่งขนาดพื้นที่และ brand guideline มา ทีมเราประเมินให้ฟรีภายใน 1 วันทำการ

ขอใบเสนอราคา

มีโปรเจกต์ในใจ? คุยกับทีมเราได้ฟรี

ทีมออกแบบและผู้จัดการโครงการพร้อมให้คำปรึกษา ประเมินงบ และนัด site visit